posted on 28 Nov 2007 14:25 by jamezard in Diary
เรื่องนี้มีจุดเริ่มมาจากเพลงของวง Getsunova ชื่อเพลงอะไรสักอย่างอะครับ
(กลับไปค้นชื่อเพลงมาแล้วครับ ชื่อเพลงว่า ..คนคนเดียว..^^)
ก็คือว่าเมื่อวานนี้นั่งฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่า เอ..ชอบจัง
แล้วดันไปคิดต่อว่า ทำไมถึงชอบนะ..
เพลงนี้มันเพราะหรอ เนื้อเพลงโดนใจหรอ
ก็ไม่ใ่ช่นี่หว่า
เอ..แล้วเพราะอะไรกันนะ
แล้วเพียงไม่กี่วินาทีจากนั้นก็คิดได้ว่า
แล้วเราจะไปหาเหตุผลทำไมกันนะ
มันก็แค่ชอบ
ชอบฟัง
ก็ชอบอะ
ทำไมหรอ
เรื่องบางเรื่องนั้นบางทีก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับมันหรอก
ชอบก็เพราะว่าชอบ
รักก็เพราะว่ารัก
อย่าไปคิดถึงเหตุผลให้เสียเวลาเลย
บางทีเรื่องของความรู้สึกนั้นก็อย่าไปให้สมองคิดในเชิงตรรกะ
เพื่อหาเหตุผลมาอ้างอิงแนวความคิด มาบอกถึงความรู้สึกนั้นเลย
ให้เป็นหน้าที่ของหัวใจบ้างดีกว่ามั้ย
รู้สึกอะไรก็ให้หัวใจพาไป
ไม่ต้องไปรอฟังเหตุผลจากสมองหรอกนะ
หลายครั้งที่เราใช้สมองไปในเรื่องที่ไม่จำเป็น ไปในเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ของมัน
ลองเปลี่ยนมาใช้หัวใจกับเรื่องเหล่านั้นบ้างดีมั้ย
บางที อะไรๆอาจจะง่ายขึ้นก็ได้นะ
...มันก็แค่เพลงๆหนึ่ง ชอบก็เพราะว่าชอบ..
posted on 17 Nov 2007 17:15 by jamezard in Diary
ครั้งหนึ่งเคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการวาดภาพโดยใช้สมองซีกขวา
หนึ่งในเทคนิคที่อธิบายไว้ในหนังสือก็คือ
การกลับภาพต้นฉบับแล้ววาดตามที่ตามองเห็น
ไม่ต้องไปตีความว่าภาพนั้นคืออะไร มีชื่อว่าอะไร
แค่วาดตามที่ตาเห็น
ซึ่งนั่นเป็นวิธีการที่ทำให้สมองซีกซ้ายปฏิเสธงานที่มันไม่ถนัด
ในวันนี้ พอดีมีเวลาว่างจึงได้ไปนั่งอ่านนิตยสารที่ห้องสมุดของคณะ
ในนั้นก็มีรูปภาพต่างๆมากมาย ตอนแรกก็อ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดมุ่งหมาย
พออ่านจบ ก็ไม่มีอะไรทำ (พอดีเพิ่งสัมมนาเสร็จ เลยังไม่อยากลงมือทำอะไร)
ก็เลยนึกถึงการกลับหัวภาพขึ้นมา
จึงลองกลับด้านหนังสือแล้วเปิดดูรูปภาพในนิตยสารอีกครั้งหนึ่ง
ก็ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ แปลกๆ หลายๆอย่าง
ก็สนุกดีนะ
บางทีการที่เราทำอย่างนี้ก็อาจจะทำให้ได้ความคิด ไอเดีย หรือ มุมมองแปลกๆ ก็ได้
ภาพๆ หนึ่ง เพียงแค่กลับหัว ก็อาจทำให้ได้ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้
posted on 17 Nov 2007 17:14 by jamezard in Diary
ความรัก .. ยิ่งเข้าใกล้ .. กลับยิ่งไกลห่าง
พยายามตามหา แต่ไม่เคยได้พบ
วิ่ง... วิ่ง... วิ่ง... จนหมดแรง
ก็ยังไม่พบ .. ความรัก
และ..ในที่สุด ก็คิดได้ว่า
คงต้องหยุดวิ่งได้แล้ว
เพราะตอนนี้เหนื่อยมากแล้ว
เหนื่อยจนไม่มีแรงที่จะก้าวเดินต่อไปแล้ว
หวังว่าสักวัน..
คงมีใครสักคน ที่เป็นคนของเรา มาอยู่เคียงข้าง
คนที่พร้อมจะร่วมทุกข์สุขกับเรา
จะรอ .. คนคนนั้น
ปล. เป็นอะไรมากมั้ยครับเนี่ยตัวเรา
วันๆได้แต่มองคน(ที่เป็นของคน)อื่น
ท่องไว้นะ ว่าเค้าไม่ใช่คนที่เกิดมาคู่กับเรา
อย่าไปสนใจเค้าเลย
รอคนของเราดีกว่า
บางที ถ้าเรามัวแต่ไปลุ่มหลงคนที่ไม่ใช่
แล้วถ้าคนที่ใช่ เขาได้มาพบกับเราล่ะ
..เขาคงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ..
ผมจะรอคุณนะ
ผมจะรอ..
posted on 17 Nov 2007 17:13 by jamezard in Diary
วันนี้เปิดเรียนแล้วครับ
หลังจากได้หยุดอยู่บ้านมาอย่างยาวนานถึง 4 วัน
(โครตนานเรยเหอะ --ประชดสุดชีวิต)
วันนี้ตามตารางเรียน 9.30 ครับ
ก็ตามนั้นแหละ
อาจารย์ก็มาตรงเวลา
แล้วคาบแรกก็เริ่มสอนเลยครับ
(ก็กะไว้แล้วอ่ะนะ)
อื่มคาบแรกวันจันทร์กลศาสตร์ควอนตัม2
อาจารย์หมีสอน 3 ชั่วโมง เอิ๊กส์
เรียนกันให้สลบไปข้าง(พวกผมแหละที่สลบ อาจารย์ท่านappreciateในฟิสิกส์มากๆ)
--วันนี้ขนาดเรียนแค่ Review QM1 & Intro QM2 นะเนี่ย--
อาจารย์ท่านบอกว่า เรียน 3 ชั่วโมงมันเยอะไปนะ
ท่านเป็นห่วงว่าลูกศิษย์จะไม่ไหว ท่านเลยบอกว่า 2.5 ชั่วโมงก็พอ
แต่วันนี้ครับกว่าจะเลิกเรียนก็ปาไป 12.30 น. แระ TT
..ก็ผ่านไป 1 วิชา
ตอนบ่ายครับ เรียน Numerical Analysis 3 ชั่วโมงอีกเช่นกัน
อื่ม จากที่ตอนเช้าเรียนกันอย่างเข้มข้นในเนื้อหา ควอนตัม
ตอนบ่ายครับ เริ่มเพลีย หนังท้องตึง หนังตาหย่อน
เรียนไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง
ก็เริ่มจ้องไปที่นาฬิกา ..เมื่อไหร่จะหมดคาบว้าา..
ก็นะ 3 ชั่วโมง เริ่ม 13.30 น. เลิก 16.30 น. แต่วันนี้กว่าจะได้เลิกก็ เืกือบ 5 โมง
นี่เพียงแค่วันแรกของการเรียนในเทอมปลายของชั้นปีที่ 3
แล้วเทอมนี้ต้องเจอวิชาหินๆทั้งนั้นเลย
Quantum Mechanics II
Classical Mechanics II
Statistical Mechanics
Optics
Numerical Analysis
Physics Laboratory III
Seminar
..เริ่มเห็นชะตากรรมของเทอมนี้ตั้งแต่วันแรกเลยครับ..
posted on 17 Nov 2007 17:11 by jamezard in Diary
เมื่อวานนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตัวผม
คือ ผมไม่สามารถลงมือวาดภาพได้
อ่านแล้วคงรู้สึกแปลกๆ
แต่นั่นคือเรื่องจริง
คือ ผมไม่กล้า ลงมือวาด กลัวอะไรก็ไม่รู้
กลัวภาพไม่สวย
กลัวภาพไม่เสร็จ
กลัวนั่นกลัวนี่ บลาๆๆ
จนทำให้ไม่สามารถวาดได้
ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าได้ห่างจากการวาดเส้นไปร่วมเดือน
เพื่อไปอ่านหนังสือสอบปลายภาค
แต่แล้วในที่สุด ก็ฝืนวาดไป
คิดในใจเสมอว่า "วาดไปเถอะ วาดไปเรื่อยๆ
ไม่สวยก็ไม่เป็นไรหรอก ฝึกมากๆเดี๋ยวก็พัฒนาได้เอง
ค่อยๆ วาดไปเรื่อยๆ นะ
ไม่มีใครคาบดินสอEEมาตั้งแต่เกิดหรอกนะ สู้ๆ อดทนนะ"
จนแล้วจนรอดก็เสร็จหนึ่งภาพในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ฝีมือแย่ลงไปพอสมควร
แต่นั่นไม่เป็นไรหรอก เพราะอย่างน้อยผมก็ได้ลงมือทำจนสำเร็จได้
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนกับการต่อสู้กับตัวเอง
ต่อสู้กับความกลัวภายในใจ
ซึ่งจริงๆแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรตัวเราได้เลย
ใจเราต่างหากที่ฝ่อไปเอง
แต่หากเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวภายในใจในขณะนั้น
เอาชนะมันให้ได้
สิ่งที่เราจะได้หลังจากนั้น คือความภาคภูมิใจ
และที่สำคัญควรจะจดจำภาวะอารมณ์ในขณะนั้นๆไว้
เพื่อที่ครั้งหน้า เราจะได้ดึงเอาความกล้าเช่นนั้นมาใช้อีกครั้ง อีกครั้ง ...
และเมื่อค่ำวันนั้นผมได้บังเอิญผ่านไปเวพไซต์ f0nt.com
เนื่องจากจะไปหาฟ้อนท์สำหรับนำเสนองาน
แต่ไปเห็นบทความหนึ่งคือ ทำไมต้องเรียนออกแบบ?
พอได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่า ผมช้ากว่าคนอื่นนะ
การที่ผมสนใจในด้านศิลปะและคิดว่าจะจริงจังกับมันจนจะทำเป็นอาชีพเนี่ย
ทั้งๆที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์มาเนี่ยนะ
แล้วยังทำตัวแย่ๆอีก คือไม่ฝึกฝน ไม่ลงมือทำ ไม่ทุ่มเท ให้กับมัน
ผม..รู้สึกแย่ และท้อแท้มากๆ....
คนอื่นๆ เขาก้าวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
ผมยังอยู่ตรงนี้ และยังทำตัวแบบนี้อีก
เลิกคิดไปเลยดีกว่ามั้ย..
ถอยหลังกลับไปเรียนทางด้านเดิมดีกว่ามั้ย
จบมาก็มีงานทำ
..ผม จึงได้ไปคิด
.....
ผ่านไปหนึ่งคืน..
มาวันนี้ ผมบังเอิญได้นึกถึงเพลงๆ นึง
(ไปนึงถึงได้ยังไงก็ไม่รุ้แหละ - -)
มีเนื้อเพลงว่า
"Nothing in life will ever come that easy.
Doesn't mean it has to be that hard.
I know you will find out who you are
But when you're broke and down and no one else is around.
You'll come running back to this town and
I'll be there, yeah I'll be there."
ศิลปินคือ DEXTER FREEBISH เพลง Leaving Town
นั่นแหละที่ทำให้ผมตระหนักได้ว่า
ไม่มีสิ่งไหนหรอกที่จะได้มาง่ายๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินจะทำได้สักหน่อย
อยากจะเก่ง ก็ต้องฝึก ฝึกให้มากๆ ต้องพยายาม ต้องทุ่มเทให้กับมัน
พิจารณาตัวเองเสมอๆว่าตอนนี้เราอยู่ตรงจุดไหนแล้ว
เราได้พัฒนาขึ้นมาจากเมื่อวานมั้ย แล้ว
คนอื่นไปถึงไหนแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว อย่าหยุดเพียงเท่านั้น
แต่จงลงมือทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นๆ
จำไว้ว่า ไม่มีใครที่เก่งกาจมาตั้งแต่เกิดหรอก
ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความพยายาม ต่างหากที่ทำให้เป็นเขาในวันนี้
ยิ่งถ้าหากรู้ตัวว่าไม่เก่ง ก็ต้องทุ่มเทให้มาก พยายามมากขึ้นไปอีก
สักวันความสำเร็จก็จะเป็นของเรา
คุณชาติ กอบจิตติเคยลงในหนังสืออะเดย์ ฉบับมิถุนายน 2001 ว่า
"ส่วนตัวแล้ว เราจะตั้งเป้าไปไหน เราต้องเดินไปให้ถึง
จะล้มตายกลางทาง หรือไปไม่ถึงจุดหมาย ก็ไม่เป็นไร
เพราะชีวิตนี้เราได้เดินแล้ว
แต่ถ้าใครเดินแบบ.. เฮ้ย! ตรงนี้ไม่ไปแล้วโ้ว้ย
พอไปตรงนี้.. เฮ้ย! ไม่ไปแล้วโ้ว้ย
อย่างนี้มันจะได้อะไร..."
วินเซนต์ แวนโก๊ะห์ กล่าวว่า
"What would life be if we had
no courage to attempt anything"
ป.ล.ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะไว้เตือนตัวเอง
ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมไปถึงวิธีที่ผมใช้จัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว
เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุการณ์เ่ช่นนี้อีก ผมจะได้ไม่ต้องหลงทางหาคำตอบอีกครั้งหนึ่ง..